Tobacco Harm Reduction Network (Thailand)

รวมบทความ ข่าวสาร งานวิจัย เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลดสารพิษจากการสูบบุหรี่แบบมวน และลดมลพิษให้กับคนรอบข้าง

ผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่เคยสูบบุหรี่มาก่อนและเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้รับประโยชน์ในระยะยาว

ที่มา:Ex-Smoking COPD Patients Who Switched to Vaping Experienced Long-Term Benefits – Vaping Po

ต่อเนื่องจากผลการวิจัยที่ตีพิมพ์เมื่อสองปีก่อน ผลการศึกษาล่าสุดนำโดยศาสตราจารย์ริคคาร์โด โพโลซา ผู้เชี่ยวชาญ ด้านการลดอันตรายจากยาสูบที่ได้รับรางวัลและมีชื่อเสียง ยืนยันว่าผู้สูบบุหรี่ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่เปลี่ยนจากบุหรี่ไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าพบว่าอาการในระบบทางเดินหายใจนั้นดีขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ที่ยังสูบบุหรี่ต่อไป

 

โดย ไดแอน คารัวนา – 20 พฤศจิกายน 2020

ผู้เข้าร่วมที่เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีรายงานว่าการกำเริบของอาการลดลงประมาณ 50% สุขภาพหัวใจและระบบทางเดินหายใจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

หัวข้อ “ผลกระทบต่อสุขภาพในผู้สูบบุหรี่ที่ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า: การติดตามผลย้อนหลัง และผลในอนาคตระยะ 3 ปี” การศึกษาก่อนหน้านี้ติดตามผู้ป่วย 44 รายเป็นระยะเวลาสามปี ผู้เข้าร่วมถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มได้แก่ผู้ที่เปลี่ยนจากการสูบบุหรี่มาใช้บุหรี่ไฟฟ้าและผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่ต่อเนื่อง ข้อมูลที่รวบรวมได้แสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีรายงานว่าอาการในระบบทางเดินหายใจดีขึ้น ในขณะที่ผู้ที่ยังคงสูบบุหรี่นั้นไม่พบการเปลี่ยนแปลงใด ๆ

การติดตามผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังกลุ่มเดียวกันนี้ในอีก 2 ปีต่อมา ผลการศึกษาในปัจจุบัน “ผู้สูบบุหรี่ที่เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้า: ผลลัพธ์ด้านสุขภาพเมื่อติดตามผลเป็นเวลา 5 ปี” พบว่ากลุ่มที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีสุขภาพดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีรายงานว่าการกำเริบของอาการลดลงประมาณ 50% สุขภาพหัวใจและระบบทางเดินหายใจดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มความสามารถในการออกกำลังกายและคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น

การศึกษาล่าสุดสามารถรวบรวมข้อมูลที่ครบถ้วนจากผู้เข้าร่วม 39 คนโดย 19 คนในกลุ่มควบคุมผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่สูบบุหรี่ และ 20 คนในกลุ่มผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ทีมวิจัยยังรายงานด้วยว่า “พบว่าการทำงานของปอดดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและสม่ำเสมอ [รวมถึง] คะแนน CAT” (แบบสอบถามด้านสุขภาพที่ใช้สำหรับผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง) ในกลุ่มบุหรี่ไฟฟ้าเทียบกับกลุ่มควบคุม “บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเป็นยารักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับแพทย์ ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย” การศึกษาดังกล่าวมีข้อสรุปดังข้างต้น

 

 

 

มีผู้เข้าร่วมวิจัยเพียง 4 คนที่เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแล้วหวนกลับไปสูบบุหรี่

การค้นพบที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือสิ่งที่บ่งชี้ถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าในการเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่: มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพียง 4 ราย (16.7% ของกลุ่มเริ่มต้นขนาดใหญ่กว่า) ที่หวนกลับไปสูบบุหรี่ในช่วงการศึกษาดังกล่าว

 

“การค้นพบที่สำคัญที่สุดของการศึกษาคือผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังสามารถเลิกบุหรี่ได้อย่างถาวรหากมีการทดแทนที่เหมาะสม” ดร. โพโลซากล่าวกับ Filter “บุหรี่ไฟฟ้าสามารถเป็นยารักษาโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้อย่างมีประสิทธิภาพ และนี่เป็นเรื่องสำคัญสำหรับแพทย์ ผู้ป่วยและผู้ดูแลผู้ป่วย การศึกษาดังกล่าวยืนยันว่า “การพลิกเปลี่ยนอันตราย” นั้นทำได้จริงและสามารถคงสถานะไว้ได้เป็นเวลาหลายปี เรากำลังบอกให้โลกรู้ว่าประโยชน์ทางสุขภาพที่เพิ่มขึ้น อย่างมากมายอยู่ใกล้แค่เอื้อม เมื่อเปลี่ยนจากบุหรี่ยาสูบที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพไปใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าแทน”

 

ข้อเท็จจริงที่ว่าผู้เข้าร่วมส่วนใหญ่อยู่ในช่วงอายุ 60 ปีถือเป็นปัจจัยสำคัญ

ดร. แอนนี่ เคลย์แคมป์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการลดอันตรายจากยาสูบและรองศาสตราจารย์ด้านการวิจัยด้านวิสัญญีวิทยาและเวชศาสตร์การผ่าตัดจากคณะแพทยศาสตร์และทันตแพทยศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยโรเชสเตอร์ กล่าวเสริมว่าปัจจัยสำคัญคืออายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม

“ผู้เข้าร่วมการวิจัยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 65 ปี การศึกษานี้ให้การสนับสนุนแนวคิดที่ว่าผู้สูบบุหรี่อายุมาก ๆ ที่เปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าสามารถทำให้สุขภาพของตนดีขึ้นและอาจชะลอผลกระทบของโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังได้ … โดยหลักการแล้วจะมีการดำเนินการศึกษาในกลุ่มตัวอย่างขนาดใหญ่ซึ่งจะจำลองผลการวิจัยเหล่านี้ ประสบการณ์ด้านคลินิกบอกฉันว่า ผู้สูบบุหรี่ที่ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังส่วนใหญ่หาเหตุผลดี ๆ ในการเลิกบุหรี่ไม่ได้ ซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจมาก” เธออธิบาย

โดยปกติผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมักจะต่อต้านโปรแกรมช่วยเลิกบุหรี่ ดังนั้นการค้นพบทั้งหลายเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากกว่า

ดร.โพโลซาก็เห็นตรงกัน เขายังชี้ให้เห็นด้วยว่าโดยปกติผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรังมักจะต่อต้านโปรแกรมช่วยเลิกบุหรี่ ดังนั้นการค้นพบทั้งหลายเหล่านี้จึงมีความสำคัญมากกว่า “ประสบการณ์ด้านคลินิกบอกผมว่าผู้สูบบุหรี่ที่ป่วยโรคปอด อุดกั้นเรื้อรังส่วนใหญ่หาเหตุผลดี ๆ ในการเลิกบุหรี่ไม่ได้ ซึ่งค่อนข้างน่าแปลกใจมาก” ดร.โพโลซา กล่าว “ ด้วยอายุที่มากและสภาพร่างกายที่อ่อนแอพวกเขาไม่ได้หวังอะไรมากนอกจากบุหรี่ดี ๆ สักมวน! พวกเขาตระหนักดีว่าการสูบบุหรี่นั้นไม่ดีต่ออาการปอดอุดกั้นเรื้อรังของตัวเอง แต่ความพึงพอใจจากการสูบบุหรี่ดูเหมือนจะสำคัญกว่าประโยชน์ต่อสุขภาพที่ได้จากการเลิกบุหรี่”

 

 

การศึกษาที่เชื่อมโยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับโรคปอด

ในขณะเดียวกัน การศึกษาหลายชิ้นงานยังคงเชื่อมโยงการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับโรคปอด ซึ่งการศึกษาเหล่านี้ส่วนใหญ่มีข้อบกพร่องอย่างมาก การศึกษาหนึ่งในหัวข้อ “ความสัมพันธ์ของการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากับโรคระบบทางเดินหายใจในผู้ใหญ่: การวิเคราะห์ระยะยาว” ได้รายงานว่าผู้ใหญ่ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มปกติและไม่เคยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคปอดมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคดังกล่าวมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มปกติในการติดตามผลระยะสามปี

จากความคิดเห็นเกี่ยวกับการศึกษานี้ ดร. ไมเคิล ซีเกล ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่อต้านการสูบบุหรี่และสาธารณสุขที่มีชื่อเสียง ได้อธิบายว่า “การศึกษาวิจัยนี้มีข้อบกพร่องอย่างมาก” เขาชี้ให้เห็นว่าการศึกษานี้ก็เหมือนกับการศึกษาอื่น ๆ ที่อ้างอิงในลักษณะคล้ายกัน คือไม่ได้คำนึงถึงสิ่งที่ชัดเจนจริง ๆ สาเหตุหลักที่คนส่วนใหญ่เริ่มใช้บุหรี่ไฟฟ้าคือเพื่อเลิกบุหรี่ ดังนั้นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่ไม่ได้สูบบุหรี่ในปัจจุบันมักเป็นผู้ที่เคยสูบบุหรี่มาก่อน ซึ่งหมายความว่าพวกเขามีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะทางเดินหายใจอยู่แล้ว

“…การศึกษานี้ไม่ยอมพิจารณาคำอธิบายที่เป็นไปได้มากที่สุดของผลการศึกษา ซึ่งก็คือ ผู้ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามักมีประวัติ การสูบบุหรี่ที่จัดมากกว่าผู้ที่ไม่ใช้บุหรี่ไฟฟ้า ตัวอย่างเช่น การศึกษาชิ้นหนึ่งพบว่ามีผู้สูบบุหรี่วัยผู้ใหญ่เพียง 21% ที่ไม่ได้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าแต่สูบบุหรี่จัดมาก ในขณะที่ผู้สูบบุหรี่วัยผู้ใหญ่จำนวนมากถึง 68% ที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าและสูบบุหรี่จัดมาก (หรือเคยสูบบุหรี่จัดมาก่อน) ซีเกลกล่าว

[Total: 1   Average: 5/5]