Tobacco Harm Reduction Network (Thailand)

รวมบทความ ข่าวสาร งานวิจัย เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลดสารพิษจากการสูบบุหรี่แบบมวน และลดมลพิษให้กับคนรอบข้าง

หลักฐานชี้ให้เห็นว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าช่วยเลิกบุหรี่ได้ผลดีกว่าการบำบัดด้วยนิโคตินทดแทน

ที่มา :  https://www.gov.uk/government/news/vaping-better-than-nicotine-replacement-therapy-for-stopping-smoking-evidence-suggests

ในขณะที่มีผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีจำนวนมากขึ้นในอังกฤษ การรับรู้อย่างไม่ถูกต้องเกี่ยวกับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ดังกล่าวเมื่อเทียบกับการสูบบุหรี่ อาจทำให้ผู้สูบบุหรี่ถอดใจที่จะใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่ได้

จาก: สาธารณสุขอังกฤษ เผยแพร่ : 23 กุมภาพันธ์ 2564

รายงานบุหรี่ไฟฟ้าในอังกฤษฉบับที่ 7 ของสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ซึ่งจัดทำโดยนักวิจัยจากคิงส์คอลเลจลอนดอน (King’s College London) พบว่า:

· ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินเป็นตัวช่วยที่ได้รับความนิยมมากที่สุด (27.2%) ที่ผู้สูบบุหรี่ใช้เพื่อเลิกบุหรี่ ในอังกฤษในปี 2563

· มีการประเมินว่าในปี 2560 มีผู้สูบบุหรี่มากกว่า 50,000 คนที่เลิกบุหรี่โดยใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าซึ่งหากไม่มีตัวช่วยนี้พวกเขาก็จะยังคงสูบบุหรี่ต่อไป

· 38% ของผู้สูบบุหรี่ในปี 2063 เชื่อว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่ – 15% เชื่อว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายมากกว่า

· การใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเลิกบุหรี่ ณ ศูนย์บริการช่วยเลิกบุหรี่ในท้องถิ่นช่วยให้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จในอัตราสูงสุดระหว่าง 59.7% ถึง 74% ในปี 2562 และ 2563

รายงานดังกล่าวให้ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับหลักฐานล่าสุดด้านประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินใน การช่วยเลิกบุหรี่ นอกจากนี้ รายงานยังให้ข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินในกลุ่มคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่ และตรวจสอบข้อมูลเกี่ยวกับการรับรู้ความเสี่ยงของประชาชนอีกด้วย

ไวรัสโคโรนา (โควิด-19) มีแนวโน้มที่จะส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมการสูบบุหรี่และการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งในผู้ใหญ่ และเยาวชน อย่างไรก็ตาม ยังเร็วเกินไปที่จะประเมินผลกระทบเต็มรูปแบบของการแพร่ระบาด โดยข้อมูลส่วนใหญ่ ที่ตรวจสอบในรายงานนี้เป็นข้อมูลก่อนการแพร่ระบาด

ในประเทศอังกฤษในปี 2563 ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินเป็นตัวช่วยในการเลิกบุหรี่ที่เป็นที่นิยมมากที่สุด ในหมู่ผู้สูบบุหรี่ โดย 27.2% ของผู้สูบบุหรี่ใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเทียบกับ 18.2% โดยใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทน (NRT) (เช่น แผ่นแปะและหมากฝรั่ง) และ 4.4 % โดยใช้วาเรนิคลินซึ่งเป็นยาตามใบสั่งแพทย์

หลักฐานในช่วงหลายปีที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าเมื่อการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อเลิกบุหรี่เพิ่มขึ้น จำนวนการเลิกสูบบุหรี่ ที่ประสบความสำเร็จในอังกฤษก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยมีการประมาณการณ์ว่าในปี 2560 มีผู้สูบบุหรี่มากกว่า 50,000 คนที่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จด้วยผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งถ้าไม่มีผลิตภัณฑ์ดังกล่าว คนเหล่านี้ก็จะยังคงสูบบุหรี่ต่อไป ข้อมูลจากการตรวจสอบอย่างเป็นระบบตั้งแต่รายงานของ PHE ในปี 2018 แสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการช่วยให้คนเลิกบุหรี่สำเร็จได้มากกว่าผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทน (NRT) อย่างมีนัยสำคัญ

ผู้ที่ใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการเลิกบุหรี่ ณ ศูนย์บริการช่วยเลิกบุหรี่ในท้องถิ่นสามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จในอัตราสูงสุดระหว่าง 59.7% ถึง 74% ในปี 2562 และ 2563

มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นในหมู่ผู้ใหญ่และเยาวชน นับตั้งแต่รายงาน PHE ครั้งล่าสุดในเดือนมีนาคม 2563

รายงานพบว่าประมาณ 4.8% ของเยาวชน (อายุ 11 ถึง 18 ปี) มีการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างน้อยเดือนละครั้ง เช่นเดียวกับ ปีที่แล้ว และส่วนใหญ่เป็นผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบันหรือเคยสูบบุหรี่ในอดีต (มีเพียง 0.8% ของเยาวชนที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนแต่กำลังใช้บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน) ความแพร่หลายของการสูบบุหรี่ในหมู่เยาวชน รวมถึงผู้ที่สูบบุหรี่เป็นบางครั้งหรือมากกว่าหนึ่งครั้งต่อสัปดาห์อยู่ที่ 6.7% ในเดือนมีนาคม 2563 ใกล้เคียงกับเดือนมีนาคม 2562 ที่ 6.3% กฎหมายห้าม การขายผลิตภัณฑ์บุหรี่และบุหรี่ไฟฟ้าให้แก่ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี แต่ก็ยังพบรายงานการละเมิดกฎหมายจำกัดอายุนี้

เช่นเดียวกับปีที่แล้ว ประมาณ 6% ของประชากรผู้ใหญ่เป็นผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าในปัจจุบัน ซึ่งเท่ากับผู้ใหญ่ในอังกฤษประมาณ 2.7 ล้านคน ความแพร่หลายของการสูบบุหรี่ยังคงลดลงต่อเนื่องและอยู่ระหว่าง 13.8% ถึง 16% ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับการสำรวจ โดยความแพร่หลายของการใช้บุหรี่ไฟฟ้าอยู่ระหว่าง 17.5% ถึง 20.1% ของผู้สูบบุหรี่ในปัจจุบัน ประมาณ 11% ของผู้สูบบุหรี่ในอดีต และระหว่าง 0.3% ถึง 0.6% ของผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่ สัดส่วนของผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าที่สูบบุหรี่หรือ “ผู้ใช้แบบควบคู่กัน” ลดลงตั้งแต่ปี 2555

สิ่งที่ยังสร้างความวิตกกังวลให้หลาย ๆ ฝ่ายคือความเข้าใจผิดที่เพิ่มมากขึ้นเกี่ยวกับความเสี่ยงที่เกิดจากผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเมื่อเทียบกับยาสูบแบบมีควัน โดยในปี 2563 มีผู้สูบบุหรี่ 38% ที่เชื่อว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายมากเท่ากับ การสูบบุหรี่ และ 15% เชื่อว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายมากกว่า ความเชื่อเหล่านี้ไม่สอดคล้องกับความเห็นของผู้เชี่ยวชาญจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาที่สรุปว่าการใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินที่มีการกำกับควบคุมนั้นเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่

ศาสตราจารย์จอห์น นิวตัน ผู้อำนวยการฝ่ายการส่งเสริมสุขภาพของสาธารณสุขอังกฤษ (PHE)

การสูบบุหรี่ยังคงเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรและโรคภัยซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปเกือบ 75,000 คนในอังกฤษในปี 2562 สิ่งที่ดีที่สุดที่ผู้สูบสามารถทำได้คือการเลิกบุหรี่โดยสิ้นเชิง และหลักฐานแสดงให้เห็นว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นหนึ่งในตัวช่วยในการเลิกบุหรี่ที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จประมาณ 50,000 คนต่อปี

คนอีกหลายพันคนสามารถเลิกสูบบุหรี่ได้เช่นกันหากไม่มีความกลัวเรื่องความปลอดภัยที่ไม่มีมูลความจริงเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้า เรามีหลักฐานที่ชัดเจนมาระยะหนึ่งแล้วว่าในขณะที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้ไร้ความเสี่ยงแต่ก็เป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่มาก

สำหรับใครก็ตามที่สูบบุหรี่ โดยเฉพาะผู้ที่เคยลองวิธีอื่นมาแล้ว เราขอแนะนำให้พวกเขาลองใช้บุหรี่ไฟฟ้าและเลิกสูบบุหรี่ โดยควรได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติมจากศูนย์บริการช่วยเลิกบุหรี่ในพื้นที่เพื่อโอกาสที่ดีที่สุดในการเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

คำแนะนำของสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ยังคงเหมือนเดิมคือผู้สูบบุหรี่ควรเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อช่วย ในการเลิกบุหรี่ แต่ผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ไม่ควรใช้บุหรี่ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า มีสารเคมีที่เป็นอันตรายน้อยกว่าบุหรี่อย่างมีนัยสำคัญ แต่ไม่ได้ไร้ความเสี่ยง

สาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ได้ดำเนินการตรวจสอบหลักฐานเกี่ยวกับความปลอดภัยของบุหรี่ไฟฟ้า ซึ่งจะเผยแพร่ใน ปี 2565 วิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอนจะทำงานร่วมกับนักวิจัยหลายคนจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา (รวมถึงผู้ที่มีส่วนช่วยในการจัดทำรายงานบุหรี่ไฟฟ้าของสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมและการแพทย์แห่งชาติในปี 2561) เพื่อดำเนินการทบทวนตรวจสอบนี้

ศาสตราจารย์แอนน์ แมคนีลล์ ศาสตราจารย์ด้านการเสพติดยาสูบ ประจำวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน และผู้เขียนนำรายงานกล่าวว่า:

รายงานของเรารวบรวมผลการวิจัยจากการทดลองควบคุมแบบสุ่มเกี่ยวกับบริการเลิกบุหรี่และการศึกษาประชากร และสรุปได้ว่าผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้าชนิดมีนิโคตินเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการช่วยให้เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือผู้สูบบุหรี่โดยเฉพาะผู้ที่มาจากกลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่เชื่ออย่างไม่ถูกต้องว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นเป็นอันตรายเทียบเท่ากับการสูบบุหรี่นั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ ความเชื่อนี้ไม่เป็นความจริงและหมายความว่ามีผู้สูบบุหรี่ที่จะลองใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นมีจำนวนน้อยลง

เป้าหมายในปี 2573 คือสังคมไร้ควันในอังกฤษ การพัฒนาแผนควบคุมยาสูบฉบับใหม่และการทบทวนระเบียบข้อบังคับเกี่ยวกับยาสูบและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องประจำปี 2559 ถือเป็นโอกาสในการตรวจสอบให้แน่ใจว่ากฎระเบียบเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้านั้นมีความเหมาะสม กฎระเบียบนี้ยังได้รับการคาดหวังว่าจะช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้ ในขณะที่ไม่ดึงดูดผู้ที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนด้วย

เดบาราห์ อาร์นอตส์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารขององค์การรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ (ASH) กล่าวว่า:

เนื่องจากบุหรี่ได้กลายมาเป็นทางเลือกหนึ่งเพื่อทดแทนการสูบบุหรี่ รัฐบาลจึงพยายามที่จะสร้างสมดุลระหว่างการช่วย ให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จ และการปกป้องเด็ก ๆ จากผลิตภัณฑ์ดังกล่าว จากการวิจัยของ ASH ที่รวมอยู่ในรายงานของ PHE แสดงให้เห็นว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชนอายุ 11 ถึง 18 ปียังคงอยู่ในระดับต่ำ แต่สิ่งที่เป็นอุปสรรคคือ การที่ศักยภาพของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในการช่วยผู้ใหญ่ให้เลิกบุหรี่นั้นยังไม่ได้รับการตระหนักทราบอย่างเต็มที่

ในขณะที่เรามุ่งมั่นที่จะบรรลุเป้าหมายประเทศไร้ควันบุหรี่ภายใน พ.ศ. 2573 เราจำเป็นต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อสนับสนุนผู้สูบบุหรี่วัยผู้ใหญ่ที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ในขณะเดียวกันเราก็ต้องขจัดช่องโหว่ของกฎหมายที่อาจถูกนำมาใช้เพื่อส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์เหล่านั้นกับกลุ่มวัยรุ่นด้วย

มิเชลล์ มิตเชลล์ ประธานบริหารของสถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร กล่าวว่า:

บุหรี่ไฟฟ้าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ค่อนข้างใหม่ และไม่ได้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ไร้ความเสี่ยง เนื่องจากเรายังไม่ทราบผลกระทบในระยะยาว เราขอแนะนำว่าผู้ที่ไม่ได้สูบบุหรี่อยู่แล้วนั้นไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้โดยเด็ดขาด โดยเฉพาะเยาวชน ยิ่งไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง ทว่าการวิจัยที่มีจนถึงขณะนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบ

ยาสูบ และอย่างที่รายงานนี้เน้นย้ำให้ทราบว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถช่วยให้คนเลิกบุหรี่ได้ เรายังไม่ทราบถึงผลกระทบในระยะยาวของบุหรี่ไฟฟ้า แต่อันตรายในระยะยาวของยาสูบนั้นเราทราบกันเป็นอย่างดี

การสนับสนุนจากบริการช่วยเลิกบุหรี่ยังคงเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการช่วยให้ประชาชนเลิกบุหรี่ บริการดังกล่าวสามารถช่วยให้บุคคลค้นพบตัวช่วยที่เหมาะกับตนเอง ไม่ว่าจะเป็นบุหรี่ไฟฟ้าหรือผลิตภัณฑ์อื่น ๆ และช่วยให้พวกเขามีโอกาสสูงสุดในการลดความเสี่ยงที่เกิดจากยาสูบ”

สำนักข่าวสาธารณสุขอังกฤษ