Tobacco Harm Reduction Network (Thailand)

รวมบทความ ข่าวสาร งานวิจัย เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลดสารพิษจากการสูบบุหรี่แบบมวน และลดมลพิษให้กับคนรอบข้าง

อย. สหรัฐอเมริกา เพิ่มมาตรการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า ขยายนิยาม ผลิตภัณฑ์ยาสูบ ให้ครอบคลุม

ที่มา : https://www.fda.gov/consumers/consumer-updates/facts-fdas-new-tobacco-rule

สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา หรือ USFDA ได้มีการสรุปกฎเกี่ยวกับการกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมดใหม่ให้ครอบคลุมไปถึงบุหรี่ไฟฟ้า ซิการ์ บารากู่ และไปป์ด้วย เพื่อช่วยให้เป้าหมายในการปรับปรุงสุขภาพของประชาชนนั้นเป็นไปอย่างทั่วถึง

Mitch Zeller, J.D. ผู้อำนวยการศูนย์ผลิตภัณฑ์ยาสูบของ USFDA อธิบายว่า

“ก่อนที่จะมีกฎหมายนี้ ผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถขายได้โดยไม่ต้องมีการตรวจสอบส่วนผสม วิธีการผลิตหรือแม้กระทั่งความอันตราย”

“แต่ภายใต้กฎใหม่นี้ เรากำลังดำเนินการเพื่อปกป้องสุขภาพของชาวอเมริกันจากอันตรายของผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ด้วยการตรวจสอบให้แน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบเหล่านี้จะมีคำเตือนด้านสุขภาพและไม่มีการขายให้เด็กและเยาวชน”

มีอะไรเพิ่มเติมภายใต้กฎหมายใหม่ของ USFDA

องค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกาได้ควบคุมบุหรี่ ยาสูบ ยาสูบแบบมวน และผลิตภัณฑ์ยาสูบไร้ควันตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2552 หลังจากที่ได้ผ่านรัฐสภาและประธานาธิบดีได้ลงนามในพระราชบัญญัติการป้องกันการสูบบุหรี่ในครอบครัวและการควบคุมยาสูบ โดยพระราชบัญญัติฉบับนี้ได้ให้อำนาจหน่วยงานกำกับดูแลการผลิต การจำหน่าย และการตลาดของผลิตภัณฑ์ยาสูบ

ในปัจจุบันกฎหมายนี้ได้ขยายอำนาจการกำกับดูแลของ USFDA ไปยังผลิตภัณฑ์ยาสูบทั้งหมด รวมถึงบุหรี่ไฟฟ้าหรือระบบส่งนิโคตินอิเล็กทรอนิกส์ (ENDS) ซิการ์ บารากู่ ยาสูบไปป์ เจลนิโคตินและสารละลาย ซึ่งก่อนหน้านี้ไม่เคยอยู่ภายใต้อำนาจขององค์การอาหารและยามาก่อน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ต้องมีคำเตือนด้านสุขภาพ

และยังห้ามแจกตัวอย่างทดลองฟรีอีกด้วย

นอกจากนี้ กฎข้อบังคับดังกล่าวยังกำหนดให้ผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ยาสูบที่วางจำหน่ายหลังวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2550 เป็นต้นไป จะต้องได้รับอนุญาตทางการตลาดจากอย. และจะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์นั้นเป็นไปตามมาตรฐานสาธารณสุข

และภายใต้กฎใหม่นี้ยังจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบจากเยาวชนโดยกำหนดให้

· ไม่อนุญาตให้ขายผลิตภัณฑ์ให้กับผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปีและต้องมีการตรวจสอบอายุด้วยบัตรประจำตัวที่มีรูปถ่าย

· ไม่อนุญาตให้ขายผลิตภัณฑ์ยาสูบในตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ (ยกเว้นในสถานที่สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น)

ทำไม FDA ถึงเข้ามาควบคุมเรื่องนี้ ?

เนื่องจากผลิตภัณฑ์ยาสูบเป็นภัยคุกคามที่สำคัญต่อสุขภาพของประชาชน เป้าหมายของ USFDA จึงเป็นการปกป้องสุขภาพของชาวอเมริกันจากโรคและการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับยาสูบ และการที่ USFDA ออกกฎระเบียบควบคุมผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ปลอดภัยและปราศจากความเสี่ยงอย่างสิ้นเชิง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีกฎหมายรัฐบาลที่ห้ามไม่ให้ผู้ประกอบการและผู้ขายจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้า บารากู่ หรือซิการ์ให้กับเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำให้ในทศวรรษที่ผ่านนั้นถึงแม้อัตราการสูบบุหรี่มวนในเยาวชนลดลงอย่างมากในอเมริกา แต่อัตราการใช้บุหรี่ไฟฟ้ากลับเพิ่มสูงขึ้นจาก 1.5 % ในปี 2554 เป็น 16 เปอร์เซ็นต์ในปี 2558 ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นกว่า 900% กฎหมายนี้จึงอนุญาตให้องค์การอาหารและยาปกป้องเยาวชนด้วยการจำกัดการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ยาสูบทุกประเภท

กฎหมายนี้จึงช่วยป้องกันไม่ให้คนรุ่นใหม่ เยาวชน หันมาใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าใจถึงความเสี่ยงของการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ดีมากยิ่งขึ้น และยังช่วยห้ามไม่ให้บริษัทผู้ผลิตกล่าวอ้างผลิตภัณฑ์เกินจริง ป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ยาสูบใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดโดยไม่ผ่านการตรวจสอบ เนื่องจากผู้ผลิตจะต้องแสดงให้เห็นว่าผลิตภัณฑ์ตรงตามข้อกำหนดของมาตรฐานสาธารณสุข

องค์การอาหารและยาจะตรวจสอบคุณลักษณะของผลิตภัณฑ์ยาสูบอย่างไร ?

กระบวนการตรวจสอบผลิตภัณฑ์ยาสูบขององค์การอาหารและยา จะประเมินปัจจัยสำคัญต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์

เช่น ส่วนผสม การออกแบบผลิตภัณฑ์ และความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ในเมื่อบุหรี่ไฟฟ้าปลอดภัยกว่าบุหรี่ทั่วไป ทำไมควบคุม?

องค์การอาหารและยาตระหนักดีว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบบางประเภทมีอันตรายน้อยกว่าผลิตภัณฑ์ยาสูบบางประเภท

แต่ก็ยังจำเป็นต้องมีหลักฐานพิสูจน์เพิ่มเติม โดยองค์การอาหารและยาเชื่อว่าเทคโนโลยีใหม่ๆ นั้นมีประโยชน์แต่ก็ยังมีความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ ยกตัวอย่างเช่น บุหรี่ไฟฟ้า ที่มีความเป็นพิษน้อยกว่าเมื่อเทียบกับบุหรี่ทั่วไป การส่งเสริมให้ผู้สูบบุหรี่เปลี่ยนไปใช้ อาจมีศักยภาพในการช่วยลดโรคและอัตราการเสียชีวิตได้ แต่หากผลิตภัณฑ์นั้นกระตุ้นให้วัยรุ่นเสพติดนิโคติน ลดความต้องการในการเลิกบุหรี่และนำไปสู่การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบประเภทอื่น ๆ

ในระยะยาวผลิตภัณฑ์นี้ก็อาจจะส่งผลกระทบด้านลบต่อสาธารณสุขก็เป็นได้