Tobacco Harm Reduction Network (Thailand)

รวมบทความ ข่าวสาร งานวิจัย เกี่ยวกับเทคโนโลยีใหม่ๆ สำหรับผู้ที่ต้องการลดสารพิษจากการสูบบุหรี่แบบมวน และลดมลพิษให้กับคนรอบข้าง

การผลักดันใหม่ครั้งใหญ่ของอังกฤษ : กำจัดการสูบบุหรี่ในประเทศภายในปี 2030

อังกฤษผลักดันครั้งใหญ่กำจัดการสูบบุหรี่ในประเทศ

สูบบุหรี่อาจจะถูกส่งเสริมให้เปลี่ยนไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าแทนการสูบบุหรี่มวน เป็นส่วนหนึ่งในแผนของประเทศอังกฤษเพื่อสร้างประเทศปลอดบุหรี่ในปี 2030

จากข้อทบทวนของกรมอนามัย มีการคาดว่าจะแนะนำและส่งเสริมการใช้บุหรี่ไฟฟ้า สำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ในฐานะบุหรี่ทางเลือกที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพน้อยกว่า, และจากรายงานเมื่อปลายเดือนนี้ นายซาจิด จาวิด (Sajid Javid) รัฐมนตรีสาธารณสุขได้เข้าพบกับ อดีตประธานองค์กรเบอร์นาโด จาเวด คาน (Javed Khan) เพื่อหารือกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ โดยทางรัฐมนตรีต้องการที่จะให้ประเทศอังกฤษเป็นประเทศปลอดบุหรี่ ซึ่งมีการกำหนดสัดส่วนให้มีอัตราผู้สูบบุหรี่น้อยกว่า 1 คนจาก 20 คน (1:20) ภายในปี 2030

โดยตัวบุหรี่ไฟฟ้าทำงานโดยการใช้ความร้อนเพื่ออุ่นของเหลวที่มีนิโคตินให้กลายเป็นไอก่อนที่จะทำการสูบ ซึ่งบุหรี่ไฟฟ้าได้ถูกพิจารณาว่ามีความอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ยาสูบแบบดั้งเดิม โดยทางสมาคมการแพทย์อังกฤษได้แนะนำว่าควรจดทะเบียนบุหรี่ไฟฟ้าให้เป็นยารักษา เพื่อที่จะให้เป็นเครื่องมือรักษาสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกบุหรี่

จาเวด คาน ได้กล่าวว่า “ในข้อทบทวนของผม ผมได้พิจารณาถึงขอบเขตการแทรกแซงที่จะสามารถสร้างความแตกต่างได้มากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ผมพิจารณาถึงการสนับสนุนให้หันมาสูบบุหรี่ไฟฟ้า เนื่องจากการส่งผลเสียต่อร่างกายน้อยกว่า หากแต่บทบาทที่ใหญ่กว่านั้นของระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) ก็คือการกำจัดพฤติกรรมการสูบบุหรี่โดยสมบูรณ์ และต้องกำจัดการขายบุหรี่ผิดกฎหมาย”

นอกจากนี้เขายังได้กล่าวเพิ่มเติมว่า “ผลิตภัณฑ์ยาสูบคือสาเหตุใหญ่ที่สุดของการเสียชีวิตและเจ็บป่วยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยจำนวนผู้ป่วยจากโรคมะเร็งในปี 2019 ประมาณ 1 ใน 4 เกิดจากการสูบบุหรี่”

“อย่างไรก็ตาม แม้ว่านโยบายแผนงานระดับชาติจะถูกผลักดันให้เกิดขึ้นแล้ว เช่น การสั่งห้ามไม่ให้สูบบุหรี่ภายในตัวอาคารที่ถูกดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2007 แต่ปริมาณการสูบบุหรี่ก็ยังคงมีจำนวนมากอยู่ในบางพื้นที่ของประเทศ โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีคนยากจนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก”

“โดยตัวของผมเองก็ได้รับมอบหมายจากรัฐมนตรีในการช่วยเหลือความพยายามของรัฐบาลให้กลายเป็นประเทศปลอดบุหรี่ภายในปี 2030 ซึ่งมันมีหลักฐานที่แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการปฏิบัติการกำจัดพฤติกรรมการสูบบุหรี่นั้น จะเป็นการพัฒนาทั้งในด้านของสุขภาพและความมั่งคั่งของประเทศเป็นอย่างมาก”

“โดยการสูบบุหรี่นั้นทำให้สังคมต้องสูญเสียเงินไปประมาณ 17 พันล้านปอนด์ ซึ่งลำพังแค่ระบบสาธารณสุขแห่งชาติ (NHS) ก็เสียเงินไป 2.5 พันล้านปอนด์ต่อปี สำหรับไว้ใช้เป็นค่ารักษาผู้สูบบุหรี่ และจำเป็นที่จำต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันมากขึ้น”

ซึ่งการค้นพบของเขา จะถูกนำเสนอต่อรัฐบาลในเรื่องความไม่เท่าเทียมกันด้านสุขภาพ ที่ผ่านการออกแบบบางส่วนสำหรับการลดระดับช่องว่างความห่างของอายุขัยที่แตกต่างกันอย่างมากทั่วทั้งประเทศ และรวมถึงแผนการควบคุมการสูบบุหรี่สำหรับอังกฤษ โดยทั้งสองแผนงานนี้จะถูกตีพิมพ์ภายในปีนี้

งอังกฤษ-กำจัดการสูบบุหรี่ในประเทศภายในปี-2030
ทางรัฐบาลเองก็ได้เห็นถึงการ ‘ลดความแตกต่างทางสุขภาพ’ ในฐานะส่วนหนึ่งของการยกระดับแผนงาน ซึ่งในทุกวันนี้ ช่วงอายุขัยของแต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกันไปตามพื้นที่ โดยผู้ชายจากเมืองแบล็กพูล ในแถบภาคตะวันตกเฉียงเหนือนั้นจะมีอายุขัยเฉลี่ย 74 ปี ในขณะที่ผู้ชายจากเมืองเคนซิงตันและเชลซีในลอนดอนนั้นจะมีอายุขัยเฉลี่ย 84 ปี ซึ่งการลดการสูบบุหรี่นั้นจะช่วยเพิ่มการเงินในครัวเรือนได้อีกด้วย โดยผู้ที่สูบบุหรี่นั้นจะเสียเงินประมาณ 2,000 ปอนด์ต่อปี ไปกับการซื้อบุหรี่

ทางด้านกลุ่มรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่นั้น ในแรกเริ่มเองก็มีความกลัวว่าบุหรี่ไฟฟ้า จะเป็นการดึงดูดกลุ่มคนที่ไม่สูบบุหรี่เข้ามา แต่ผลปรากฏว่าไม่เป็นเช่นนั้น และในตอนนี้พวกเขาเองก็คิดว่าการสูบบุหรี่ไฟฟ้าสามารถที่จะถูกสนับสนุนให้เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการเลิกสูบบุหรี่ที่ทำร้ายร่างกายน้อยกว่า

มีรายงานที่ถูกตีพิมพ์จากทุกพรรคการเมืองในรัฐสภาเกี่ยวกับสุขภาพและการสูบบุหรี่ ซึ่งสนับสนุนความพยายามที่จะเลิกบุหรี่ โดยในตัวรายงานพบว่า “มีความกังวลเรื่องการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในหมู่วัยรุ่น ซึ่งอาจจะมีจำนวนที่เพิ่มมากขึ้น และจะกลายเป็นแนวทางใหม่ในการสูบบุหรี่ที่ไม่เคยมีมาก่อนในสหราชอาณาจักร”

นอกจากนี้ยังระบุต่อไปว่า “บุหรี่ไฟฟ้าส่วนใหญ่ถูกใช้ในกลุ่มผู้ใหญ่ เพื่อช่วยในการเลิกบุหรี่ ลดปริมาณการสูบลง หรือเพื่อไม่ให้กลับไปสูบบุหรี่ใหม่” แต่อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อกังวลที่รัฐบาลอังกฤษจะพบเจอกับความล้มเหลว ในเป้าหมายที่จะทำให้อังกฤษกลายเป็นประเทศ “ปลอดบุหรี่” โดยกำหนดให้มีอัตราผู้สูบบุหรี่น้อยกว่า 1 คนต่อจำนวนคน 20 คน (1:20)

ส.ส. พรรคอนุรักษ์นิยม Bob Blackman ได้กล่าวว่า “ถ้าเรายังคงเดินหน้าต่อไปอย่างนี้ เราอาจจะโชคดีทำให้ประเทศอังกฤษกลายเป็นประเทศปลอดบุหรี่ภายในปี 2046 ซึ่งผิดกับความตั้งใจเดิมภายในปี 2030”

“ทุกวันนี้เด็กประมาณ 300 คน เริ่มหัดสูบบุหรี่ในทุกๆ วัน และเมื่อใครสักคนเริ่มเสพติดการสูบบุหรี่ พวกเขาเองส่วนมากก็มักจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการจัดการที่เด็ดขาด”

https://www.express.co.uk/life-style/health/1606967/smoking-britain-vaping-department-of-health-smoke-free-england-sajid-javid