บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของการลดการสูบบุหรี่แบบมวน ?

บุหรี่ไฟฟ้า ทางเลือกใหม่ของการลดบุหรี่ ?

ที่มา : https://www.facebook.com/sme02h/photos/a.1967986790086041.1073741829.1953083234909730/2001707686713951/

**เห็นว่าข้อมูลเป็นกลางดีครับ ก็เลยขอหยิบมานำเสนอให้ได้อ่านกัน**

บุหรี่ไฟฟ้าถูกยกขึ้นมาเป็นหนึ่งในทางเลือกเพื่อการทดแทนบุหรี่ปกติ โดยเชื่อกันว่ามีโทษน้อยกว่าบุหรี่แบบปกติ และมักจะนำมาใช้เป็นเครื่องมือเพื่อลดและเลิกบุหรี่จริงซึ่งมีโทษมากกว่า ซึ่งแนวคิดนี้เริ่มต้นที่ประเทศอเมริกา และค่อย ๆ แพร่หลายกระจายไปทั่วโลก

– มีงานวิจัยเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าออกมามากมายนับพันเปเปอร์ในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา โดยงานวิจัยส่วนใหญ่ยังไม่สามารถหาบทสรุปแบบฟันธงได้ 100% ได้แต่บอกว่ามีแนวโน้มว่าจะมีโทษน้อยกว่าบุหรี่จริง แต่ยังต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีกมาก เนื่องจากบุหรี่ไฟฟ้าเป็นของใหม่ที่เพิ่งเกิดมาได้ราว ๆ 10 กว่าปีเท่านั้น ดังนั้นผลกระทบต่อสุขภาพจึงยังไม่สามารถชี้ชัดลงไปได้ ต้องรอให้ผู้สูบยุคแรก ๆ ทำการสูบไปเป็นระยะเวลานานกว่านี้ถึงจะเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงด้านสุขภาพอย่างชัดเจนมากขึ้น

การทำงานของบุหรี่ไฟฟ้าหลักการง่าย ๆ ก็คือ การต้มน้ำยาบุหรี่ให้ระเหยกลายเป็นไอน้ำในระยะเวลาอันสั้น แล้วเราก็สูบควันที่กลายเป็นไอนั้น (เรียกว่าการ Vaping) แทนวิธิเดิมซึ่งเป็นการสูดควันจากการเผาใบยาสูบ ถ้าดูแค่วิธีการสูบตรงนี้ บุหรี่ไฟฟ้าก็ดูจะมีภาษีที่ดีกว่าครับ การต้มย่อมดีกว่าการเผาแน่ ๆ ครับ

– แต่ก็มีการวิจัยตามมาเกี่ยวกับกระบวนการในการต้มนี้อยู่ด้วยเหมือนกัน ว่าจะก่อให้เกิดอันตรายกว่าการเผาหรือไม่ แต่อย่างที่บอกยังไม่มีงานวิจัยไหนสรุปได้แบบเป็นชิ้นเป็นอันครับ

สารพิษหลักในบุหรี่ปกติก็คือ นิโคติน และสารก่อมะเร็งอย่างอื่นที่เกิดจากการเผาไหม้ เช่น สารทาร์ คาร์บอนมอนน๊อกไซด์ สารฟอร์มอลดีไฮด์ แอมโมเนีย ไฮโดรเจนไซยาไนด์ สารหนู ฯลฯ

– ในบุหรี่ไฟฟ้าก็มีนิโคตินเหมือนกัน อาจจะมากน้อย หรือไม่มีเลยตามสูตรของน้ำยาแต่ละตัว ดังนั้นผลเสียจากการเสพนิโคตินก็ยังมีอยู่เหมือนบุหรี่ปกติทุกประการ แต่สิ่งที่ต่างก็คือสารพิษอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะน้อยกว่า และงานวิจัยหลาย ๆ ตัวก็ยังระบุไว้แค่ว่า “potentially harmful” คือมีแนวโน้มจะเป็นอันตราย แต่ด้วยข้อมูลปัจจุบันยังไม่สามารถสรุปได้แน่ชัด

– สิ่งที่หลายคนกังวลเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าก็คือ เนื่องจากภาพลักษณ์ที่ดูปลอดภัยกว่าบุหรี่จริง แถมน้ำยายังมีหลายกลิ่นให้เลือก อาจจะทำให้เกิดกระแสความนิยมในหมู่วัยรุ่นมากขึ้น และกลายเป็นว่าจะเป็นตัวการชักจูงคนที่ไม่เคยคิดจะสูบบุหรี่เลยไปสู่การสูบบุหรี่จริง ๆ เข้าซักวัน

– ข้อกังขาอีกประการเกี่ยวกับบุหรี่ไฟฟ้าก็คือ บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะปลอดภัยกว่าบุหรี่ธรรมดาก็จริง แต่อาจจะมีสารพิษอย่างอื่นที่ยังไม่ได้ทำการศึกษาเพิ่มเข้ามาแทน เรียกว่าของเก่าอาจจะหายไปแต่ดันได้ของใหม่เข้ามาแทนก็เป็นได้ เพราะในน้ำยาบางยี่ห้อ เมื่อทำการตรวจสอบสารระเหยแล้วพบสารก่อมะเร็งและสารพิษอื่น ๆ ที่ไม่พบในบุหรี่ปกติอยู่บ้างเหมือนกันครับ

– อีกหนึ่งประเด็นที่หน่วยงานรัฐหยิบยกมาจนเป็นข่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็คือ เรื่องของฝุ่นละอองขนาดเล็กในระดับ 2.5 ไมครอน (PM2.5) ที่ลอยคละคลุ้งอยู่ทั่วกรุงเทพในเวลานี้ ว่าบุหรี่ไฟฟ้าก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อฝุ่นเล็กขนาดนี้ได้เช่นกัน ซึ่งจากการตามอ่านงานวิจัยของแอดแล้วก็พบว่า เป็นเรื่องจริงครับ ซึ่งอนุภาคเล็กขนาดนี้สามารถส่งผลเสียต่อระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือดหัวใจได้ครั

– ข่าวร้ายก็คือ การสูบบุหรี่ธรรมดาก็สร้างฝุ่นละอองขนาด 2.5 ไมครอนได้เหมือนกันครับ แต่ประเด็นคือ เราจะต้องสูบกันมากแค่ไหนถึงจะสร้างฝุ่นในปริมาณมากขนาดนั้นได้กัน มีงานทดลองชิ้นนึงทดสอบให้อาสาสมัคร 2 กลุ่มทดลองสูบบุหรี่ทั้งสองแบบเป็นระยะเวลาประมาณนึง ผลการทดลองที่ได้พบว่าบุหรี่ธรรมดานั้นสร้างฝุ่นละอองระดับ 2.5PM มากกว่าบุหรี่ไฟฟ้าถึง 10 เท่าเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ตาม ปริมาณฝุ่นที่ได้จากการสูบบุหรี่ ก็ยังไม่สามารถเทียบได้กับฝุ่นที่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงของรถยนต์ได้แม้แต่น้อ

โรงงานยาสูบลงทุนกับเครื่องจักรและโรงงานผลิตไปมาก โดยที่เครื่องจักรและโรงงานผลิตนี้ยังเป็นสายพานการผลิตบุหรี่แบบปกติอยู่ นั่นแปลว่าหากวันนี้ออกกฎหมายรับรองให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าได้ โรงงานยาสูบจะตกอยู่ในสภาวะวิกฤตทันที เนื่องจากไม่ได้ลงทุนในการผลิตบุหรี่ไฟฟ้าหรือน้ำยาเอาไว้เลย ดังนั้นแอดคิดว่าในระยะ 5 ปีนี้ โรงงานยาสูบไม่น่าจะสนับสนุนนโยบายบุหรี่ไฟฟ้าแน่ ๆ

ข้อครหาอย่างหนึ่งที่นักสูบมักจะหยิบยกมาโจมตีโรงงานยาสูบนั่นก็คือ ไม่ต้องการให้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นของถูกกฎหมาย เพราะตัวเองจะได้ทำธุรกิจขายบุหรี่ปกติของตัวเองต่อไปได้อย่างสะดวกโยธิน ถ้ามองจากสายตาของการทำธุรกิจแล้ว แอดพบว่าข้อกล่าวหานี้ก็มีน้ำหนักชวนให้เชื่ออยู่ไม่น้อย

– เท่าที่หาข้อมูล ถ้าเทียบอัตราการสูบต่อ 1 หน่วยบริโภคแล้ว บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่ราคาจะถูกกว่าบุหรี่ปกติ ยิ่งถ้าสูบวันละซองขึ้นไป ปัจจุบันกรองทิพย์ซองละ 95 บาท ถ้าสูบวันละซอง เดือนนึงจะมีค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 2,850 บาท เทียบกับบุหรี่ไฟฟ้า 1 เครื่อง (ไม่รวมน้ำยา) เฉลี่ยอยู่ที่ 1,000 – 2,000 บาท น้ำยาเฉลี่ยขวดละ 100 – 300 บาท แล้วแต่เกรด ถ้าดูดเฉลี่ยอาทิตย์ละ 1 ขวด ค่าใช้จ่ายเฉพาะน้ำยาจะตกอยู่ราว ๆ 400 – 1,200 บาทต่อเดือน เรียกว่าสูบ 1 เดือนก็คืนทุนแล้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับเกรดของน้ำยาที่ใช้ด้วย หากใช้น้ำยาเกรดคุณภาพสูงจากต่างประเทศ ค่าน้ำยาจะอาจจะสูงถึงขวดละ 600-1,200 บาทเลยทีเดียว

– ปัญหาที่พบในตอนนี้คือ น้ำยาหลายตัวไม่มีมาตรฐาน เนื่องจากยังผิดกฎหมายอยู่ เลยยังอยู่นอกระบบ ไม่ได้รับการตรวจสอบ เราไม่มีทางรู้เลยว่าในน้ำยาที่ซื้อมานั้น มีสารอะไรเจือปนอยู่บ้าง ใครเป็นผู้ผลิต ผลิตด้วยสารอะไร ในปริมาณเท่าไหร่ ตรงกับที่ระบุไว้รึเปล่า ดังนั้นผู้สูบก็ต้องรับความเสี่ยงกันไปเองครับ

[Total: 47    Average: 4.7/5]