การเสียชีวิตจากการสูบไอ: บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ยาสูบจริงหรือไม่ – คู่มือสรุปข้อเท็จจริงฉบับสมบูรณ์

  1. การสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ดีกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหรือไม่
  2. ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผลิตภัณฑ์นี้คืออะไร
  3. ใครเสียชีวิตจากการสูบไอ
  4. เหตุใดซีอีโอของ Juul จึงลงจากตำแหน่ง
  5. มีประเทศใดบ้างที่ห้ามการสูบไอ

เอมมา สเนธ

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม 2562 เวลา  07:00 น.

การเสียชีวิตจากการสูบไอ: บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ปลอดภัยกว่าการสูบบุหรี่ยาสูบจริงหรือไม่

การสูบไอ (Vaping) ได้รับการประกาศให้เป็นทางเลือกที่ดีต่อสุขภาพมากกว่าการสูบบุหรี่ แต่คุณต้องรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับความเสี่ยงที่มาพร้อมกับตัวเลือกนี้

ในสหรัฐอเมริกา การระบาดของอาการเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอถูกเชื่อมโยงเข้ากับผู้เสียชีวิต 12 รายและผู้ป่วยโรคเกี่ยวกับปอดอีก 805 ราย จากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention)

โดนัลด์ ทรัมป์กำลังพิจารณาที่จะสั่งห้ามผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ปรุงแต่งรสชาติทุกชนิดหลังพบจำนวนผู้ป่วยโรคปอดจำนวนมาก ผู้นำด้านสาธารณสุขในสหรัฐอเมริกาเตือนประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสูบไอไปก่อนจนกว่าสาเหตุการเสียชีวิตจะชัดเจน

แต่ในสหราชอาณาจักร ไม่มีการยืนยันการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขยังคงสนับสนุนบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ว่าเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการช่วยเลิกบุหรี่

ในขณะเดียวกัน หลายประเทศรวมถึงอินเดีย บราซิลและไทยมีกฎหมายห้ามบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เนื่องจากความวิตกกังวลด้านสุขภาพ แต่มีการคาดว่าจำนวนผู้ใหญ่ที่สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทั่วโลกจะสูงถึงเกือบ 55 ล้านคนภายในปี 2564 ตามรายงานของยูโรมอนิเตอร์ (Euromonitor)

1. การสูบไอหรือบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ดีกว่าการสูบบุหรี่ทั่วไปหรือไม่

บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หรือที่รู้จักกันในชื่ออุปกรณ์สูบไอน้ำหรือไอระเหย เป็นอุปกรณ์ที่ช่วยให้ผู้ใช้สูดไอระเหยนิโคตินเข้าปอดแทนการหายใจเอาควันนิโคตินเข้าไป

ซึ่งต่างจากบุหรี่ทั่วไปเพราะไม่มีการเผาไหม้ยาสูบ หรือไม่ก่อให้เกิดสารทาร์หรือคาร์บอนมอนอกไซด์ อย่างไรก็ดี ยังคงมีนิโคตินซึ่งเป็นสารเสพติดที่ไม่ค่อยมีอันตราย

ผู้เชี่ยวชาญจากองค์กรสำคัญหลายแห่ง เช่น สถาบันวิจัยมะเร็งแห่งสหราชอาณาจักร สาธารณสุขอังกฤษ และสถาบันวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์และการแพทย์แห่งชาติของสหรัฐอเมริกา ได้สรุปไว้ว่าการสูบไอนั้นเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่มาก

ทั้งระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) และสาธารณสุขอังกฤษ (PHE) ต่างสนับสนุนให้ใช้การสูบไอมากกว่าการสูบบุหรี่ โดยในปี 2558 รายงานจาก PHE ประมาณการว่าการสูบไอเป็นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่ถึง 95%

แอนน์ แมคเนลล์ ศาสตราจารย์ด้านการเสพติดยาสูบประจำวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอน บอกกับ The Independent ว่า “การสูบไอไม่ได้ปราศจากความเสี่ยง แต่มีความเสี่ยงน้อยกว่าการสูบบุหรี่ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนเกือบ 100,000 คนต่อปี ในสหราชอาณาจักร”

“หากคุณเป็นผู้สูบบุหรี่ที่กำลังพยายามเลิกบุหรี่ ให้ลองสูบไอและซื้อผลิตภัณฑ์ของคุณจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และถ้าคุณเป็นผู้สูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ การที่คุณสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ต่อไปเรื่อย ๆ ย่อมดีกว่าการกลับไปสูบบุหรี่ทั่วไป”

ศาสตราจารย์จอห์น นิวตัน ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาสุขภาพของ PHE กล่าวว่า “การสูบไอนั้นไม่ใช่ว่าไม่มีความเสี่ยงเลย ดังนั้นถ้าคุณไม่ได้สูบบุหรี่อยู่ ก็ไม่ควรเริ่มสูบไอ”

“แต่ถ้าคุณสูบบุหรี่อยู่แล้ว คงไม่ทำให้สถานการณ์ดีขึ้นหากคุณเลือกที่จะสูบบุหรี่ต่อไปแทนที่จะเปลี่ยนไปสูบไออย่างเดียว ยิ่งคุณเลิกบุหรี่ได้เร็วเท่าไรก็ยิ่งดี”

ข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรคระบุว่าการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นการเสียชีวิตที่สามารถป้องกันได้ โดยบุหรี่ได้คร่าชีวิตผู้คนปีละ 480,000 คน ซึ่งเป็นอัตราเกือบหนึ่งในห้าของการเสียชีวิต

ยาสูบเป็นสาเหตุหลักสาเหตุหนึ่งของการเสียชีวิตและการเกิดโรคในอินเดีย ซึ่งคิดเป็นอัตราการเสียชีวิตเกือบ 900,000 รายต่อปี และในสหราชอาณาจักรมีผู้เสียชีวิตเกือบ 80,000 คนต่อปีจากยาสูบ

สถาบันวิจัยสุขภาพแห่งชาติของสหราชอาณาจักรที่สนับสนุนทุนวิจัยทางคลินิกพบว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์มีประสิทธิภาพเกือบสองเท่าในการช่วยให้ผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่ได้สำเร็จเมื่อเทียบกับทางเลือกอื่น ๆ เช่น แผ่นแปะนิโคตินและหมากฝรั่งนิโคติน

2. ความเสี่ยงต่อสุขภาพของผลิตภัณฑ์นี้คืออะไร

ผู้เชี่ยวชาญประเมินว่าแค่เฉพาะในสหราชอาณาจักรในแต่ละปีจะมีผู้สูบบุหรี่ 20,000 คนที่เปลี่ยนไปสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์สามารถเลิกบุหรี่ได้สำเร็จ

แต่การสูบไอก็ไม่ได้ปราศจากความเสี่ยงโดยสิ้นเชิง

ข้อมูลของศูนย์ควบคุมโรค (CDC) ระบุว่ามีผู้ป่วยโรคปอดจำนวน 805 รายและผู้เสียชีวิต 12 รายในสหรัฐฯ ที่ได้รับการระบุว่ามีสาเหตุเชื่อมโยงกับการสูบไอ

ในขณะที่ CDC กำลังตรวจสอบสาเหตุของการระบาดนี้ ทางศูนย์ได้แนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์สูบไอโดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชา

ในสหราชอาณาจักร การสูบไอนั้นเชื่อมโยงกับปัญหาสุขภาพทั้งสิ้น 200 กรณี รวมถึงโรคปอดอักเสบและความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจในระยะห้าปีที่ผ่านมา ตามรายงานของหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ (MHRA)

MHRA ระบุว่าทางหน่วยงานกำลังตรวจสอบข้อมูลที่รวบรวมไว้ในรายงาน “ใบเหลือง” 74 รายการที่ยื่นโดยบุคลากรทางการแพทย์และประชาชน แต่หน่วยงานเฝ้าระวังย้ำว่ารายงานไม่ใช่หลักฐานว่าผลกระทบนั้นเกิดจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นข้อสงสัยจากผู้ที่รายงานความเจ็บป่วยว่าอาจเกิดจากอุปกรณ์ดังกล่าว

ในปี 2560 สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเริ่มสอบถามข้อมูลผลกระทบด้านสุขภาพจากการสูบไอเพื่อดูว่ากฎหมายจะแก้ไข “ช่องโหว่สำคัญ” ในการวิจัยที่มีอยู่ได้อย่างไรบ้าง

ซึ่งสมาชิกสภาได้ระบุหมายเหตุว่า “มีหลักฐานที่ชัดเจนว่าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เป็นอันตรายน้อยกว่าบุหรี่ทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ” และเพิ่มเติมว่า “ทั้งนี้ยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งความไม่แน่นอนเกี่ยวกับผลกระทบด้านสุขภาพในระยะยาวของบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพราะผลิตภัณฑ์นี้ยังไม่เคยมีประวัติการใช้งานที่ยาวนาน”

สาธารณสุขอังกฤษ (PHE) กล่าวว่ากรณีผู้ป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอส่วนใหญ่ในอเมริกานั้นเชื่อมโยงกับคนที่ใช้ “น้ำยาสูบไอเถื่อน” ที่ซื้อจากแหล่งที่ไม่ได้มาตรฐานหรือคนที่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีกัญชา

โฆษกของ PHE กล่าวว่า “ที่สหราชอาณาจักรต่างจากที่อเมริกา เพราะผลิตภัณฑ์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในสหราชอาณาจักรได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดในเรื่องคุณภาพและความปลอดภัย โดยหน่วยงานกำกับดูแลผลิตภัณฑ์ยาและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ และทางหน่วยงานได้ดำเนินงานโครงการใบเหลือง (Yellow Card Scheme) เพื่อสนับสนุนให้ผู้สูบไอรายงานประสบการณ์ไม่พึงประสงค์ที่เกิดจากการใช้ผลิตภัณฑ์”

เดบาราห์ อาร์นอตต์  หัวหน้าฝ่ายบริหารของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในสหราชอาณาจักร (ASH) บอกกับ The Independent ว่าผู้สูบไอในสหราชอาณาจักร “ไม่ควรกลัวข่าวการเจ็บป่วยจากการสูบไอในสหรัฐฯ แล้วหวนกลับไปสูบบุหรี่อีก”

“และผู้สูบบุหรี่ก็ไม่ควรที่จะสูบบุหรี่ต่อไป แต่ควรจะเปลี่ยนเป็นสูบไอแทน” เธอกล่าวเพิ่มว่า “อย่างไรก็ดี มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะต้องใช้ผลิตภัณฑ์สูบไอแบบถูกกฎหมายที่ซื้อจากซัพพลายเออร์ที่เชื่อถือได้ในสหราชอาณาจักรเท่านั้น และต้องไม่หาซื้อผลิตภัณฑ์เถื่อนจากช่องทางอินเทอร์เน็ต ซึ่งไม่มีการกำกับดูแล”

มีหลักฐานไม่มากนักที่บ่งชี้ว่าการสูบไอทำให้เกิดอันตรายต่อผู้อื่นรอบตัวคุณ จากข้อมูลของ NHS “หลักฐานที่มีอยู่บ่งชี้ว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายนั้นต่ำมากโดยเฉพาะเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับควันบุหรี่มือสอง”

 

3. ใครเสียชีวิตจากการสูบไอ

การระบาดของการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอในสหรัฐอเมริกาได้รับการระบุว่าเป็นวิกฤตสาธารณสุข

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) ระบุว่ามีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 12 ราย และมีผู้ป่วยโรคปอดอักเสบอันเนื่องจากอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอจำนวน 805 ราย

ในปัจจุบัน มีทั้งสิ้น 46 รัฐและดินแดนของสหรัฐฯ อีกหนึ่งแห่งที่รายงานถึงกรณีผู้ป่วยดังกล่าว จำนวนสองในสามของผู้ป่วยมีอายุระหว่าง 18-34  ปี ในขณะที่ร้อยละ 16  เป็นเยาวชนอายุต่ำกว่า 18  ปี โดยผู้ป่วยประมาณร้อยละ  69 เป็นเพศชาย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่รายงานถึงประวัติการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มี THC ซึ่งเป็นสารออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทในกัญชา แต่ผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียชีวิตในจอร์เจียเมื่อเดือนที่แล้วระบุว่าตนใช้แค่ “ผลิตภัณฑ์สูบไอที่มีนิโคตินปริมาณสูง” เท่านั้น

ชายคนหนึ่งในเท็กซัสเสียชีวิตเนื่องจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่เขาใช้อยู่เกิดระเบิดบนที่บริเวณใบหน้า ทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่ที่คอฉีกขาดและเกิดภาวะสมองขาดเลือดรุนแรง

ทั้งนี้ยังไม่มีการยืนยันการเสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอในสหราชอาณาจักร

อย่างไรก็ตาม แพทย์บางคนเชื่อว่าการเสียชีวิตของนายเทอร์รี มิลเลอร์ พนักงานโรงงานชาวอังกฤษอายุ 57 ปี จากอาการปอดบวมจากน้ำมัน (Lipoid Pneumonia) มีส่วนเกี่ยวข้องการสูบไอ หลังจากมีการพบน้ำมันจากบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในปอดของเขา เจ้าหน้าที่ชันสูตรศพคืนคำให้การของตนในการพิจารณาไต่สวนคดีโดยระบุว่าเขาไม่แน่ใจว่าการสูบไอนั้นเป็นปัจจัยให้เกิดโรคหรือไม่

ปีที่แล้ว หลังจากที่หญิงวัย 34 ปีคนหนึ่งป่วยเป็นโรคปอดบวมจากน้ำมัน แพทย์ระบุว่าสาเหตุเกิดจากกลีเซอรีนจากพืชที่พบในบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ ตามข้อมูลรายงานผู้ป่วยในวารสารการแพทย์อังกฤษ (British Medical Journal)

แต่เกิดข้อโต้แย้งในเรื่องความเชื่อมโยงระหว่างการสูบไอและโรคปอดบวมน้ำมัน ซึ่งแอนน์ แมคเนลล์, ศาสตราจารย์ด้านการเสพติดยาสูบประจำวิทยาลัยคิงส์คอลเลจลอนดอนบอกกับ The Independent ว่าในกรณีของหญิงวัย 34 ปีนั้น “ไม่มีความสมเหตุสมผลใดเลย” ที่บ่งชี้ว่าความเจ็บป่วยของเธอเกิดจากการสูบบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่มีนิโคติน

“กรณีของโรคปอดบวมน้ำมันถูกกล่าวหาว่าเกิดจากกลีเซอรีนในน้ำยาสูบไอที่ผู้ป่วยสูดดมเข้าไป แต่กลีเซอรีนนั้นละลายน้ำได้และเป็นแอลกอฮอล์และไม่ใช่ไขมัน “เธอระบุ “ดังนั้นกลีเซอรีนจึงไม่น่าจะทำให้เกิดโรคปอดบวมน้ำมันได้”

4. เหตุใดซีอีโอของ Juul จึงลงจากตำแหน่ง

ท่ามกลางกระแสเรื่องการเสียชีวิตและความเจ็บป่วยที่เกี่ยวข้องกับการสูบไอที่เกิดขึ้นแบบฉับพลันในสหรัฐฯ ซีอีโอของ Juul ซึ่งเป็นบริษัทยาสูบอิเล็กทรอนิกส์ก็ก้าวลงจากตำแหน่งในเดือนกันยายน

ซึ่งเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากที่เยาวชนวัย 17 ปีกล่าวว่าการสูบไอนั้นทำให้ปอดของเขา “เหมือนปอดของคนอายุ 70 ปี” ประกาศว่าเขาจะฟ้องบริษัทที่ทำการตลาดบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์โดยพุ่งเป้าไปที่เยาวชน

เควิน เบิร์นส์ อดีตซีอีโอ เคยเตือนผู้ที่ไม่สูบบุหรี่ว่าไม่ให้ใช้ผลิตภัณฑ์ของ Juul โดยระบุว่าพวกเขาไม่ใช่ “ผู้บริโภคเป้าหมาย” ของบริษัท

หลังจากที่ Juul เปิดตัวในปี 2558 อีกสองปีต่อมา ผลิตภัณฑ์นี้ก็กลายเป็นแบรนด์บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐฯ

ในคดีฟ้องร้องหลายร้อยคดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลรัฐบาลกลางและศาลท้องถิ่นทั่วสหรัฐอเมริกา ทนายความกล่าวหา Juul ว่ามีส่วนทำให้จำนวนผู้สูบไอในหมู่เยาวชนเพิ่มสูงขึ้น พวกเขากล่าวโทษบริษัทจากแคมเปญการตลาดที่พุ่งเป้าไปที่เยาวชน

ข้อมูลจากศัลยแพทย์ใหญ่สหรัฐฯ ระบุมีนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายกว่า 20% ที่ใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ในปี 2561 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 78 จากปีที่ผ่านมา โดยในระหว่างปี 2554-2558 การใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์เพิ่มขึ้น 900 เปอร์เซนต์ในกลุ่มอายุนี้

จากการศึกษาของมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ในสหราชอาณาจักรในปี 2562 พบว่าร้อยละ 15 ของเยาวชนอายุ 11-18 ปีเคยลองสูบไอ เทียบกับร้อยละ 16 ในปีก่อนหน้า แต่จำนวนผู้สูบไอในปัจจุบันของกลุ่มอายุดังกล่าวเพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ 5 ในปี 2562 เทียบกับร้อยละ 3 ในปี 2561

ในบรรดาผลิตภัณฑ์ที่มีการสำรวจ แบรนด์ Juul เป็นที่รู้จักมากที่สุดในหมู่เยาวชนอายุ 11-18 ปี แต่มีเพียงร้อยละ 7 เท่านั้นที่สามารถระบุชื่อได้เองโดยอัตโนมัติ

 

5. มีประเทศใดบ้างที่ห้ามการสูบไอ

รัฐบาลทั่วโลกมีความเห็นที่ต่างกันไปเกี่ยวกับการสูบไอ รายงานสถานะการลดอันตรายของยาสูบทั่วโลกในปี 2561 ระบุว่ามีสามสิบเก้าประเทศที่ห้ามการขายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์หรือน้ำยานิโคติน

ในสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่าเขาวางแผนที่จะสั่งห้ามบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์แบบปรุงแต่งรสชาติในเดือนกันยายนหลังจากมีผู้เสียชีวิตจากความเจ็บป่วยที่เชื่อมโยงกับการสูบไอ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาจะจัดทำแนวทางในการกำจัดบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ปรุงแต่งรสชาติทั้งหมดออกจากตลาดยกเว้นรสยาสูบ

เมืองนิวยอร์กและรัฐมิชิแกนได้ออกกฎหมายห้ามการใช้ผลิตภัณฑ์สูบไอแบบปรุงแต่งรสชาติแล้ว ในขณะที่รัฐแมสซาชูเซตส์ได้ประกาศห้ามผลิตภัณฑ์สูบไอทุกชนิดเป็นเวลาสี่เดือน

ในเดือนเดียวกัน คณะรัฐมนตรีของอินเดียได้อนุมัติคำสั่งฉุกเฉินเพื่อสั่งห้ามการผลิต นำเข้าและการจำหน่ายบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์

ในปัจจุบัน ประเทศไทยมีกฎหมายที่เข้มงวดที่สุดเกี่ยวกับการสูบไอ โดยการจำหน่ายและการใช้บุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ทุกชนิดที่ถูกสั่งห้ามตั้งแต่ พ.ศ. 2557 ประชาชนที่มีอุปกรณ์สูบไอในครอบครองต้องระวางโทษปรับจำนวนมากหรือโทษจำคุกนานถึง 10 ปี

ในเม็กซิโก การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่เลียนแบบผลิตภัณฑ์ยาสูบ รวมถึงบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่มีนิโคตินถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย

ขณะเดียวกันในออสเตรเลีย ประชาชนวัยผู้ใหญ่นั้นได้รับอนุญาตให้ซื้อบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีนิโคติน แต่การผลิตหรือจำหน่ายอุปกรณ์สูบไอที่มีสารเคมีถือเป็นสิ่งผิดกฎหมาย การครอบครองบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์แบบมีนิโคตินก็ถือว่าผิดกฎหมายในบางรัฐอีกด้วย

แม้ว่าการสูบไอจะได้รับอนุญาตในประเทศส่วนใหญ่ในยุโรป แต่ในนอร์เวย์มีกฎหมายห้ามจำหน่ายและครอบครองผลิตภัณฑ์สูบไอที่มีสารนิโคตินทุกชนิด อย่างไรก็ตามชาวนอร์เวย์สามารถนำเข้าบุหรี่อิเล็กทรอนิกส์นิโคตินได้หากมีบันทึกทางการแพทย์ที่พิสูจน์ได้ว่าตนจำเป็นต้องใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีนิโคตินในการเลิกบุหรี่

[Total: 1    Average: 4/5]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *