ตกลงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าให้ประโยชน์มากกว่าผลเสีย?

การมองเรื่องบุหรี่ไฟฟ้ามักถูกมองในมุมมองที่ต่างกัน โดยฝ่ายหนึ่งกังวลว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในวัยรุ่นจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในเชิงสาธารณสุข และกลัวว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะนำพาวัยรุ่นไปสู่การสูบบุหรี่ในที่สุด แต่ในทางกลับกันอีกกลุ่มหนึ่งก็มองว่าบุหรี่ไฟฟ้าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ที่สูบบุหรี่ในปัจจุบันเลิกบุหรี่ได้ และลดความเสี่ยงของการเกิดโรคร้ายต่างที่มากับบุหรี่มวน

งานวิจัยจำนวนมากต่างทยอยออกมาสนับสนุนความคิดทั้ง 2 ฝ่าย

เมื่อเดือนก่อน งานวิจัยฉบับหนึ่งตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์ New England สรุปไว้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพกว่าผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทนตัวอื่นๆ ในการช่วยผู้คนเลิกบุหรี่ ในขณะเดียวกันงานวิจัยอีกตัวในวารสารสมาคมการแพทย์อเมริกันก็สรุปว่าวัยรุ่นที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะสูบบุหรี่

ศจ. David Abrams นักวิชาการด้านสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ที่ New York University วิทยาลัยสาธารณสุข ชี้ว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนเป็นเรื่องที่ต้องต่อต้าน ในขณะเดียวกันบุหรี่ไฟฟ้าเองก็มีบทบาทสำคัญในการช่วยคนเลิกบุหรี่

Matthew L. Myers ประธานแคมเปญรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ในเยาวชน (Campaign for Tobacco-Free kids) มีจุดยืนที่ต่างกันคือความเสียหายจากการที่เยาวชนใช้บุหรี่ไฟฟ้าเป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ ในขณะที่ประโยชน์ของบุหรี่ไฟฟ้ายังไม่เป็นที่แน่ชัด

เพื่อจะตอบคำถามว่า ตกลงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าให้ประโยชน์มากกว่าผลเสียจริงหรือ? คำตอบคือ

ตกลงแล้วบุหรี่ไฟฟ้าให้ประโยชน์มากกว่าผลเสีย?

ใช่: ผู้สูบบุหรี่หลายล้านคนเลิกบุหรี่ได้ตั้งแต่มีบุหรี่ไฟฟ้าให้ใช้

(ตอบโดย Dr. Abrams ศาสตราจารย์ภาควิชาสังคมและพฤติกรรมศาสตร์ New York University วิทยาลัยสาธารณสุข)

วัยรุ่นกว่า 3 ล้านคนลองใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา ไม่เป็นที่น่าสงสัยเลยที่เกิดเป็นความกังวล อย่างไรก็ตามความกังวลจากผลกระทบจากการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของหนุ่มสาวนั้นจะต้องไม่บดบังประโยชน์ของบุหรี่ไฟฟ้าในการช่วยเหลือคนสูบบุหรี่

เมื่อมองในภาพใหญ่แล้ว ในความเป็นจริงบุหรี่ไฟฟ้าให้ประโยชน์ได้มากกว่าเป็นอันตราย และผู้ที่สูบบุหรี่มวนอยู่ก็ควรได้รับการสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้า แม้ว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นไม่ควรได้รับการสนับสนุนในกลุ่มเยาวชน

ผู้สูบบุหรี่มากกว่า 5 แสนรายในอเมริกาตายก่อนวัยอันควรในแต่ละปี และกว่า 15 ล้านรายเจ็บป่วยจากโรคที่เกี่ยวกับกับการสูดดมสารพิษที่เกิดจากบุหรี่มวน ดังนั้นการเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ไปใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบปราศจากควันอย่างบุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยชีวิตผู้คนไว้ได้

งานวิจัยโดยหน่วยงานรัฐแสดงให้เห็นว่าผู้สูบบุหรี่นับล้านประสบความสำเร็จในการเลิกบุหรี่ตั้งแต่มีบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศอเมริกา ซึ่งมีบางส่วนเปลี่ยนจากการสูบบุหรี่ไปใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพ การศึกษาในปี 2019 โดยองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (US FDA) ยืนยันตรงกันกับรายงานในปี 2018 ของสถานบันวิชาการวิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และการแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา (NASEM) และราชวิทยาลัยการแพทย์ของสหราชอาณาจักรต่างยืนยันว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยลดความเสี่ยงการสัมผัสสารพิษได้ ในประเทศอังกฤษการใช้บุหรี่ไฟฟ้าถือเป็นส่วนหนึ่งในการลดอันตรายจากบุหรี่ซึ่งได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาล วงการการแพทย์ และเจ้าหน้าที่สาธารณสุข  สาธารณสุขอังกฤษและกรมควบคุมและป้องกันโรคอเมริกาต่างประสบความสำเร็จในการลดอัตราการสูบบุหรี่ในประเทศได้เมื่อปีก่อน

ฝ่ายตรงข้ามต่างมองว่ายังไม่สามารถสรุปได้ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่ได้จริง ซึ่ง Dr. Abrams เห็นด้วยว่ายังคงต้องมีหลักฐานมากกว่านี้เพื่อที่จะแสดงให้เห็นว่าจะใช้บุหรี่ไฟฟ้าอย่างไรให้ได้ประโยชน์สูงสุดเพื่อช่วยรักษาชีวิตผู้สูบบุหรี่ อย่างไรก็ตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ อย่างเช่นอาทิตย์ก่อนที่วารสารการแพทย์ New England เผยแพร่ว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพช่วยเลิกบุหรี่เป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์นิโคตินทดแทนอื่นๆ ในขณะเดียวกันก็มีงานวิจัยที่เห็นต่างอ้างว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทำให้ผู้สูบบุหรี่มีแนวโน้มที่จะไม่เลิกสูบบุหรี่

Dr. Abrams ยังนึกถึงความเสี่ยงที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้เยาวชนกลายมาเป็นผู้สูบบุหรี่ในอนาคตได้ แต่จากข้อมูลที่มีในปัจจุบันชี้ว่าถ้าเกิดขึ้นจริงก็จะไม่รุนแรงมากพอที่จะทำให้เกิดความไม่สมดุล ตามการวิเคราะห์ของ Dr. Abrams ซึ่งสอดคล้องกันคนอื่นๆ ชี้ว่า เมื่อพิจารณาการใช้บุหรี่ไฟฟ้าทั้งในเยาวชนและในผู้ใหญ่ การใช้บุหรี่ไฟฟ้าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุขอย่างมาก ถึงแม้ว่าจะมีกรณีที่แย่ที่สุดคือเพิ่มจำนวนวัยรุ่นสูบบุหรี่ก็ตาม

Dr. Abrams เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ว่าเราควรจะพยายามลดการใช้ผลิตภัณฑ์นิโคตินทุกประเภทในกลุ่มเยาวชนให้ได้มากที่สุด เห็นด้วยว่าต้องพยายามเพิ่มอายุขั้นต่ำในการซื้อผลิตภัณฑ์นิโคตินหรือยาสูบไปเป็นอายุ 21 ปี องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐได้เริ่มทำและทำอย่างต่อเนื่องในการควบคุมการจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าให้กับเยาวชน และองค์การฯได้พยายามที่จะควบคุมการซื้อทางออนไลน์และการกำหนดควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าในร้านค้าปลีก

จะต้องจำไว้ว่ามีหลักฐานเพิ่มขึ้นว่ากลิ่นต่างๆ นอกเหนือจากยาสูบและเมนทอลที่เป็นกลิ่นที่ผู้สูบบุหรี่คุ้นเคยนั้นมีความสำคัญต่อการช่วยผลักดันให้ผู้สูบหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า และที่สำคัญบุหรี่ไฟฟ้ากลิ่นเหล่านั้นจะต้องมีวางขายทั่วไปในที่ที่มีบุหรี่มวนขาย ซึ่งเป็นที่ๆจำกัดการซื้อให้กับเฉพาะผู้ใหญ่เท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับนิโคตินและการใช้บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดข้อมูลที่บิดเบือนในการถกเถียงกันเรื่องบุหรี่ไฟฟ้า นิโคตินซึ่งเป็นสาเหตุของการเสพติดนั้นไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับอันตรายที่เกิดจากการสูบบุหรี่รวมไปถึงโรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคปอด  แต่สถาบันโรคมะเร็งแห่งชาติได้รายงานว่า 71% ของประชาชนยังเข้าใจผิด หรือไม่มั่นใจว่าตกลงแล้วนิโคตินทำให้เกิดโรคมะเร็งหรือไม่ และมีเพียง 17% เท่านั้นที่เชื่อว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่มวน

 

หากผู้สูบบุหรี่ไม่เชื่อว่าการใช้บุหรี่ไฟฟ้านั้นอันตรายน้อยกว่าการสูบบุหรี่มาก แล้วมีเหตุผลอะไรให้พวกเขาเปลี่ยนมาใช้? เราต้องให้ข้อมูลสาธารณชนอย่างสม่ำเสมอและถูกต้องชัดเจนในเชิงรุกว่าแท้จริงนั้นนิโคตินที่ปราศจากควันนั้นมีอันตรายน้อยกว่ามาก

งานวิจัยของพวกเราแสดงให้เห็นว่าถ้าผู้สูบบุหรี่ชาวอเมริกันหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าใน 10 ปีข้างหน้า การเสียชีวิตมากกว่า 6 ล้านคน และกว่า 86 ล้านคนที่สูญเสียคุณภาพชีวิตจะเปลี่ยนไป เราจะต้องคิดใหม่ว่านิโคตินที่ปราศจากควันนั้นจะช่วยลดความเสี่ยงที่เกิดจากการเผาไหม้ของยาสูบและเราต้องให้ความรู้กับผู้สูบบุหรี่ไม่ว่าจะในวัยไหนก็ตามให้เลิกบุหรี่และหันมาใช้บุหรี่ไฟฟ้าจนกว่าสังคมเราจะปราศจากควันบุหรี่

 

ไม่: เยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นผู้สูบบุหรี่

(ตอบโดย Matthew L. Myers ประธานแคมเปญรณรงค์ต่อต้านบุหรี่ในเยาวชน (Campaign for Tobacco-Free kids))

ในปัจจุบัน หลักฐานเกี่ยวกับอันตรายที่เกิดจากบุหรี่ไฟฟ้านั้นชัดเจนกว่าหลักฐานที่บอกว่าบุหรี่ไฟฟ้าอาจจะดี การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนชั้นเพิ่มขึ้นสูง และเป็นอันตราย ในขณะที่หลักฐานว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ได้นั้นยังไม่ได้รับการสรุป

ไม่เป็นที่น่าแปลกใจที่การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มเยาวชนถึงจุดที่ US FDA และเจ้ากรมการแพทย์แห่งสหรัฐเรียกว่าการแพร่ระบาด การสำรวจการใช้ยาสูบในเยาวชนระดับชาติพบว่า ในปี 2018 ปีเดียว การใช้บุหรี่ไฟฟ้าในกลุ่มนักเรียนมัธยมปลายเพิ่มขึ้นจาก 78% ซึ่งถือเป็น 20.8% ของประชากรที่เป็นนักเรียน มีนักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายกว่า 3.6 ล้านคนใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเวลานี้

 

บุหรี่ไฟฟ้าก่อให้เกิดปัญหาความเสี่ยงด้านสุขภาพต่อเด็ก เจ้ากรมการแพทย์เตือนว่าการใช้นิโคตินในเด็กไม่ว่าจะรูปแบบไหนก็อันตราย ก่อให้เกิดการเสพติด และก่อให้เกิดอันตรายต่อการพัฒนาสมอง กระทบต่อการเรียนรู้ ความจำ และสมาธิ งานวิจัยยังชี้ให้เห็นว่าเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเป็นผู้สูบบุหรี่ในภายหลัง เช่นเดียวกับรายงานจาก NASEM ซึ่งยังสรุปไว้ด้วยว่ายังมีหลักฐานจำกัดว่าบุหรี่ไฟฟ้ามีประสิทธิภาพในการเป็นเครื่องมือช่วยเลิกบุหรี่

 

มากไปกว่านั้นยังมีการศึกษาอื่นๆ และ ผู้อำนวยการ FDA บอกไว้ว่า มีข้อมูลชี้ให้เห็นว่าจำนวนเยาวชนที่ใช้บุหรี่ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และบ่อยครั้งจะเป็นเด็กที่ไม่เคยสูบบุหรี่มาก่อนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า

ในทางกลับกัน หลักฐานที่ว่าบุหรี่ไฟฟ้าช่วยผู้สูบบุหรี่เลิกบุหรี่มวนได้นั้นมีจำกัด ถึงปัจจุบันนี้ผู้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าจำนวนมากก็ยังคงสูบบุหรี่ และการศึกษาก็ชี้ว่าแนวโน้มที่คนเหล่านี้จะเลิกบุหรี่มีน้อยลง และไม่ได้ลดความเสี่ยงที่จะเกิดโรคเลย

เมื่อดูปัญหาแล้ว ผู้สูบบุหรี่ยังขาดข้อมูลที่ถูกต้องเกี่ยวกับว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะช่วยพวกเขาเลิกบุหรี่ เพราะยังไม่มีผู้ผลิตรายใดส่งข้อมูลหลักฐานดังกล่าวไปให้กับองค์การอาหารและยา (US FDA)

อย่างไรก็ตามสิ่งที่เกิดขึ้นในอเมริกาต่างจากในประเทศอังกฤษอย่างมาก และนโยบายของอังกฤษเองก็ต่างจากประเทศอื่นๆ บุหรี่มวนและบุหรี่ไฟฟ้าต้องเจอกับข้อบังคับที่เคร่งครัดในการทำการตลาดมากกว่าในอเมริกา อย่างบุหรี่ไฟฟ้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในอเมริกาก็มีระดับนิโคตินที่สูงกว่ากฎหมายที่ในประเทศอังกฤษอนุญาต ดังนั้นการใช้บุหรี่ไฟฟ้าในเยาวชนประเทศอังกฤษจึงยังไม่มากเท่ากับในอเมริกา ซึ่งเมื่อดูจากสิ่งที่อเมริกาเจออยู่นั้นบอกได้ว่าคือการสนับสนุนให้ใช้บุหรี่ไฟฟ้าก่อนเวลาอันควรในการช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ และเราก็ต้องระวังที่จะไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในกลุ่มเยาวชนว่าบุหรี่ไฟฟ้าไม่มีอันตรายใดๆเลย

บุหรี่ไฟฟ้าไม่ได้รับความนิยมในกลุ่มเยาวชนโดยบังเอิญ ผู้ผลิตบุหรี่ไฟฟ้าต่างหากที่ตั้งกลุ่มเป้าหมายไว้ว่าเป็นกลุ่มเยาวชน โดยการแนะนำผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่ชื่นชอบของเด็กๆ ในขณะเดียวกัน FDA เองก็ยังไม่ได้เริ่มควบคุมบุหรี่ไฟฟ้าจนกระทั่งปี 2016 และมีการเลื่อนไปถึงปี 2022 ถึงจะมีการตรวจสอบทางด้านสาธารณสุขของบุหรี่ไฟฟ้า บริษัทบุหรี่ไฟฟ้าได้ประโยชน์จากการเลื่อนการตรวจสอบดังกล่าว ทำให้เกิดการทำการตลาดของผลิตภัณฑ์ที่ดึงดูดเด็ก และเลี่ยงที่จะหาหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ในการพิสูจน์ว่าผลิตภัณฑ์นั้นช่วยเลิกบุหรี่ได้จริงหรือไม่

องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกาได้ทำการจำกัดน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าแต่งกลิ่นที่มีขายในร้านค้า และพยายามควบคุมการแพร่ระบาดในเยาวชน ซึ่งควรห้ามจำหน่ายทุกกลิ่นที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบจากสาธารณสุข (public-health review) หยุดการขายออนไลน์จนกว่าจะมีวิธีที่ป้องกันการซื้อจากเยาวชนได้ ป้องกันการทำการตลาดกับเยาวชน และบังคับใช้การห้ามขายผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ โดยปราศจากการอนุมัติจาก FDA

อย่างไรก็ตาม มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์เพียงเล็กน้อยและไม่ชัดเจนที่สนับสนุนว่ากลิ่นสำคัญต่อผู้สูบบุหรี่ในการที่จะเปลี่ยนมาใช้บุหรี่ไฟฟ้า ในทางกลับกันมีข้อสรุปที่ชัดเจนแล้วว่ากลิ่นของน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้านั้นมีบทบาทสำคัญในการใช้บุหรี่ไฟฟ้าของเยาวชน

สุดท้ายนี้ ทางเลือกไม่ได้อยู่ที่ว่าจะปกป้องเยาวชนหรือช่วยผู้สูบบุหรี่ แต่อยู่ที่การควบคุมอย่างมีประสิทธิภาพของ FDA จะช่วยยุติการแพร่ระบาดในเยาวชนและสุดท้ายก็เรียนรู้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าตัวไหนมีประสิทธิภาพในการช่วยผู้สูบบุหรี่ให้เลิกบุหรี่ได้อย่างสมบูรณ์

https://www.wsj.com/articles/do-e-cigarettes-do-more-good-than-harm-11549508401

[Total: 3    Average: 5/5]

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *